โดย admin

 

ข้อสอง : อิสลามเป็นศาสนาสากลในการดำเนินชีวิตทั้งในโลกดุนยาและโลกอาคิเราะฮฺ

จากข้อกำหนดของการศรัทธาต่อศาสนาอิสลาม มุสลิมจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า อิสลามนั้นมิใช่ศาสนาแห่งการทำอิบาดะฮฺหรือการปฏิบัติศาสนกิจเท่านั้น หากแต่เป็นศาสนาสำหรับดุนยาและอาคิเราะฮฺ และอิสลามมิได้อยู่ที่มัสยิดเท่านั้น แต่อิสลามจะปรากฏขึ้นทุกเวลาและทุกสถานที่ที่มีมนุษย์ปรากฏอยู่

 ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องให้ศาสนาเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตของเรา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งสอนประชาชาติของท่านไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเรื่องการละหมาด การบริจาคซะกาต การถือศีลอด และการทำฮัจญฺ ท่านได้สั่งสอนในเรื่องอัลกุรอาน และการซิกรุลลอฮฺ (ذكر الله  - การรำลึกถึงอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจากนอนจนกระทั่งกลับไปนอนอีกครั้ง ท่านได้สั่งสอนในสิ่งที่ห้ามบริโภค และสิ่งที่ห้ามปฏิบัติ ท่านได้สั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องของการสมรส การลงโทษผู้กระทำผิด ท่านได้สั่งสอนเกี่ยวกับนโยบายการปกครองประเทศและแนวทางแห่งการบริหารด้วยความยุติธรรมและด้วยกิตาบุลลอฮฺ

 อิสลามให้ความสำคัญในเรื่องความยุติธรรม สัจธรรม ควา มเสมอภาค และกฎระเบียบแห่งจริยธรรม แบบอย่างที่ดีและคุณงามความดี อิสลามได้ชี้แนะและส่งเสริมให้กระทำความดี และอิสลามได้ตักเตือนให้ระมัดระวังสิ่งที่จะนำพาไปสู่ความชั่ว ดังที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า

مَاتَرَكْتُ مِنْ شَيْءٍ يُقَرِّبُكُمْ إِلَى رَبِّكُمْ إِلاَّ وَأَمَرَتُكُمْ بِهِ ، وَمَاتَرَكْتُ مِنْ شَيْءٍ يُبْعِدُ كُمْ عَنْهُ إِلاَّ وَنَهَيْتُكُمْ عَنْهُ

ความว่า “ฉันมิได้ละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะทำให้พวกท่านใกล้ชิดกับพระเจ้าของพวกท่าน เว้นแต่ฉันได้ใช้พวกท่านให้ปฏิบัติในสิ่งนั้น และฉันมิได้ละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะทำให้พวกท่านห่างไกลจากพระองค์ เว้นแต่ฉันได้ห้ามพวกท่านให้ห่างไกลจากมัน”

 เมื่อมุสลิมมีการขัดแย้งกันในเรื่องศาสนา ปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาส่วนตัว จึงไม่อนุญาตหรือไม่สมควรที่มุสลิมจะไปฟ้องร้องดำเนินคดีอื่นจากสิ่งที่อัลลอฮฺตะอาลาได้ประทานลงมาให้แก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังนั้นผู้ใดมุ่งหน้าไปหาความยุติธรรมอื่นจากบทบัญญัติของอัลลอฮฺแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นการกระทำที่สวนทางกับการศรัทธาของเขา ซึ่งบางทีอาจจะนำตัวของเขาไปสู่กุฟุร (كُفْرٌ) หรือการปฏิเสธศรัทธา และออกจากศาสนาไปเลย (ขออัลลอฮฺตะอาลาทรงคุ้มครองเราด้วยเถิด)

 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ได้ตรัสไว้ว่า

﴿ وَأَنِ احْكُمْ بَيْنَهُمْ بِمَا أًنْزَلَ الله ُ ﴾

ความว่า “และดังนั้นเจ้า (มุฮัมมัด) จงตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺได้ประทานลงมาเถิด...” (ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ : 49)

﴿ أَلَيْسَ الله بِأَحْكَمِ الْحَاكِمِيْن ﴾

ความว่า “มิใช่อัลลอฮฺดอกหรือที่เป็นผู้ตัดสินที่ดีเยี่ยมในหมู่ผู้ตัดสินทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ : 50)

﴿ فَلا وَرَبِّكَ لا يُؤْمِنُونَ حَتَّى يُحَكِّمُوْكَ فِيْمَا شَجَرَ بَيْنَهَمْ ثُمَّ لا يَجِدُواْ فِي أَنْفُسِهِمْ حَرَجَاً مِّمَّا قَضَيْتَ وَيُسَلِّمُوا تَسْلِيْمَاً ﴾

ความว่า “มิใช่เช่นนั้น ข้าขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า พวกเขาจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้า (มุฮัมมัด) ตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกันระหว่างพวกเขา แล้วพวกเขาก็จะไม่พบความคับอกคับใจในจิตใจของพวกเขา จากสิ่งที่เจ้าได้ตัดสินไป และพวกเขายอมจำนนโดยดุษฎี” (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ : 65)

 ความจริงนั้นอิสลามมิได้เป็นพิธีกรรมทางด้านอิบาดะฮฺหรือเป็นเพียงชื่อที่มีไว้ประดับตน แต่อิสลามนั้นเป็นศาสนาแห่งวิชาการและการปฏิบัติ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต การประพฤติปฏิบัติจริยธรรม และแบบอย่างในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การค้าและศาสนา เป็นร่างกายและวิญญาณ อิสลามเป็นศาสนาที่เหมาะสมและคู่ควรทุกกาลเวลาและทุกสถานที่

 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ประทานบทบัญญัติของพระองค์มาเพื่อทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ดำเนินอยู่ในครรลองที่ถูกต้องในทุกโอกาสและทุกสถานที่ บทบัญญัติของอัลลอฮฺมิได้ตราขึ้นมาแต่เพียงการละหมาดและการซิกรุลลอฮฺ แต่ทว่าเป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมบูรณ์ภายใต้การพิทักษ์คุ้มครองของบทบัญญัติแห่งพระผู้เมตตา

 หมู่ชนกลุ่มแรกที่ปฏิเสธความเป็นสากลแห่งบทบัญญัติของพระเจ้าคือ กลุ่มชนของชุอัยบฺ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่เลื่องลือในเรื่องความบกพร่องในการชั่งตวงวัด ครั้นเมื่อนบีชุอัยบฺกล่าวเตือนพวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า

 ﴿ أَصَلاتُكَ تَأْمُرَكَ أَنْ نَتْرُكَ مَايَعْبُدُ آبَاؤُنَا أَنْ نَفْعَلَ فِي أَمْوَالِنَا مَانَشَاءُ ، إِنَّكَ لأَنْتَ الْحَلِيمُ الرَّشِيْدُ ﴾

ความว่า “พวกเขากล่าวว่าโอ้ชุอัยบฺเอ๋ย ! การละหมาดของท่านสั่งสอนท่านว่าให้พวกเราละทิ้งสิ่งที่บรรพบุรุษของเราเคยเคารพสักการะ หรือให้เราละทิ้งการกระทำต่อทรัพย์สินของเราได้ตามที่เราต้องการจะกระทำกระนั้นหรือ ? แท้จริงท่านนั้นเป็นผู้อดทนอดกลั้น เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม” (ซูเราะฮฺฮูด : 87)

 ความหมายของอายะฮฺนี้ก็คือ พวกเขาปฏิเสธท่านนบีชุอัยบฺ ไม่ยอมให้ศาสนาที่ท่านนำมานั้นมีอิทธิพลเหนือทรัพย์สมบัติของพวกเขา เพราะทรัพย์สมบัติของพวกเขาย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขา ซึ่งพวกเขามีสิทธิ์จับจ่ายใช้สอยตามต้องการ การแสวงหารายได้ของพวกเขาไม่ว่าจะได้มาโดยทางหะรอมหรือทางไม่ชอบธรรม ก็มิได้ไปเกี่ยวข้องกับศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่อย่างใด ด้วยพฤติกรรมของพวกเขาดังกล่าว จึงนับได้ว่าเป็นกลุ่มชนแรกที่คัดค้านหรือต่อต้านความเป็นสากลของข้อชี้ขาดของอัลลอฮฺที่ครอบคลุมการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังนั้น อัลลอฮฺตะอาลาจึงประณามและลงโทษพวกเขาอย่างรุนแรงและเจ็บแสบ


วันที่ลงบทความ : 29 พ.ย. 49