โดย feeyah
Permalink

บรรดาอุละมาอฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ จากมัซฮับต่าง ๆ ต่างระบุว่าอนุญาตให้ทำการแต่งงาน
แก่ผู้หญิงที่วะลีย์ที่ใกล้ชิด (วะลีย์ อักร็อบ) ไม่อยู่

[ดู: อัล-หิดายะฮฺ ชัรหฺ อัล-บิดายะฮฺ (1/200), บิดายะฮฺ อัล-มุจญ์ตะฮิด (2/14), อัล-มัจญ์มูอฺ (16/162),
อัล-มุฆนีย์ (7/369)]

และอำนาจการทำการแต่งงานจะตกแก่ใครหลังจากวะลีย์ที่ใกล้ชิดกว่าไม่อยู่นั้น บรรดาอุละมาอฺ
มีทัศนะที่แตกต่างกันออกเป็นสองทัศนะดังนี้
1. วะลีย์ที่ใกล้ชิดน้อยกว่าตามลำดับ
นั่นคือทัศนะของมัซฮับหนะฟีย์และหัมบะลีย์
2. วะลีย์สุลฏอน (ผู้ปกครอง)
นั่นคือทัศนะของมัซฮับมาลิกีย์และชาฟิอีย์

ส่วนที่ปฏิบัติกันในบ้านเราคือ จะมอบอำนาจให้แก่วะลีย์สุลฏอนตามทัศนะของมัซฮับอิมาม
อัช-ชาฟิอีย์  ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา  แต่ปัญหาคือประโยคที่ว่า “วะลีย์ที่ใกล้ชิดไม่อยู่”
ไม่อยู่  ณ  ที่นี้มีขอบเขตจำกัดอย่างไร?

บรรดาอุละมาอฺต่างได้ให้ข้อจำกัดของประโยค “วะลีย์ที่ใกล้ชิดไม่อยู่” ดังนี้
1.  วะลีย์ไม่อยู่หมายถึง ผู้หญิงอยู่ห่างจากวะลีย์ของนางเป็นระยะทางที่สามารถทำการ
ละหมาดย่อได้ (อัล-มัจญ์มูอฺ 16/162) ซึ่งเข้าข่ายกับกรณีที่ผู้ถามได้เรียนถาม
ดังนั้นเมื่อผู้หญิงอยู่ห่างจากวะลีย์ของนางเป็นระยะทางที่สามารถทำการละหมาดย่อได้ ถือว่า
“วะลีย์ของนางนั้นไม่อยู่”  ดังนั้นก็อนุญาตให้วะลีย์สุลฏอนทำการแต่งงานได้
จากความเข้าใจเช่นนี้ จึงมีมุสลิม/มุสลิมะฮฺบางคนที่อยู่ห่างจากพ่อแม่ทำการแต่งงานโดยหา
วะลีย์สุลฏอนทำการแต่งงานให้ โดยที่ทางบ้านไม่รู้เห็น

2. อยู่ห่างกันในระยะที่ไม่มียานพาหนะไปกลับระหว่างกันนอกจากปีละครั้ง (อัล-อินายะฮฺ ชัรหฺ อัล-หิดายะฮฺ 4/437)
หมายถึงเมื่อผู้หญิงอยู่ในที่ ๆ หนึ่ง ซึ่งไม่มียานพาหนะไปถึงระหว่างที่ของผู้หญิงคนนั้นและวะลีย์
ของนางนอกจากปีละครั้ง ถือว่า “วะลีย์ไม่อยู่” เพราะการเดินทางไปมาลำบาก
ดังนั้นอนุญาตให้วะลีย์อื่นทำการแต่งงานแทนวะลีย์เดิมได้

3. ระยะทางเดินทางสามวันสามคืน (เมาสูอะฮฺ อัล-ฟิกหฺ 1/76)

4. ระยะทางที่หากเดินทางไปแล้ว ต้องประสบกับความลำบากยากเข็ญ (เมาสูอะฮฺ อัล-ฟิกหฺ 2/11431)

หากพิจารณาจากข้อจำกัดของประโยค “วะลีย์ไม่อยู่” ของบรรดาอุละมาอฺ
ผู้เขียนเห็นว่าการกำหนดระยะทางต่าง ๆ นั้น บรรดาอุละมาอฺไม่ได้ต้องการที่จะจำกัดความที่ระยะทาง
แต่ต้องการที่จะจำกัดที่ “ความลำบากในการติดต่อ”
ส่วนที่กำหนดระยะทางก็เพื่อที่จะบอกว่า
ระยะทางเท่านั้นถือว่ามีความลำบากแล้ว ดังนั้นจึงกำหนดระยะทางว่าระยะทางแค่ไหนถือว่ามี
ความยากลำบากในการติดต่อ ก็ถือเอาระยะทางนั้นมาเป็นเกณฑ์

ท่านอิมามอัช-ชาฟิอีย์กล่าวว่า:
??? ??? ???? ??? ?????? ??? ???? ??? ?? ???? ??? ??? ??? ????? ???? ???? ?????? ??? ??????? ???????? ??? ?? ???????? ???? ???? ????????
“และหากเขา (พ่อของผู้หญิง) ไม่อยู่ โดยเป็นการไม่อยู่ที่ไม่ได้ตัดขาด  กล่าวคือรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่
เช่นนี้แล้วให้พิจารณาดู หากว่าอยู่ห่างกันในระยะทางที่สามารถทำการละหมาดย่อได้
อนุญาตให้ผู้ปกครอง(วะลีย์สุลฏอน)ทำการแต่งงานให้แก่นางได้ เพราะการขออนุญาตเขา (พ่อของผู้หญิง)
ถือว่าลำบาก ดังนั้นเขาจึงเสมือนกับผู้ที่สูญหาย”
(อัล-มัจญ์มูอฺ 16/163)

จากคำพูดของอิมามอัช-ชาฟิอีย์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าท่านได้อ้างเหตุผลของระยะทางที่สามารถ
ทำการละหมาดย่อได้ เพราะระยะทางดังกล่าวการจะขออนุญาตพ่อของฝ่ายหญิงผู้ซึ่งเป็นวะลีย์เดิมนั้นลำบาก

แต่....เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ในยุคนั้นการเดินทางหรือส่งข่าวคราวในระยะทางที่สามารถทำการละหมาดย่อได้
หรือระยะเวลาการเดินทางสามวันสามคืนอาจจะมีความยากลำบาก ดังนั้นจึงอนุญาตให้วะลีย์สุลฏอน
ทำการแต่งงานให้ได้  แต่สมัยนี้การสื่อสารรวดเร็ว การติดต่อกันใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก
ดังนั้นการทำการแต่งงานโดยวะลีย์สุลฏอนโดยไม่แจ้งข่าวคราวให้วะลีย์เดิมทราบ
(ทั้ง ๆ ที่สามารถแจ้งให้ทราบได้) กลัวเหลือเกินว่าการแต่งงานนั้นจะเป็นโมฆะ

กอปรกับการทำเช่นนั้น เป็นการทำร้ายจิตใจของผู้เป็นพ่อแม่ ผู้ซึ่งคอยเลี้ยงดูตั้งแต่แบเบาะยันโต
ผู้ซึ่งอัลลอฮฺให้ทำดีต่อทั้งสอง หลังจากที่ให้อีมานต่อพระองค์

อิสลามเป็นศาสนาที่อยู่บนหลักการรักษามัศละหะฮฺ(ผลประโยชน์) ของมนุษย์ 
และการปฏิบัติเช่นนั้นมักจะก่อผลเสียมากกว่าผลดี

ดังนั้นการหนีไปแต่งงานถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต

วัลลอฮุ อะอฺลัม

อยากทราบว่าถ้าเกิดฝ่ายชายเข้าไปขอฝ่ายหญิงแล้วแต่พ่อแม่ไม่ยอม

แล้วเค้าทั้งสองก็หนีไปนิกะฮฺกัน เกินกว่า 90 กิโลเมตร โดยที่ผู้หญิงตั้งวลีขึ้นมา ซึ่งเป็นคนที่สนิท

การนิกะฮฺนั้นสามารถใช้ได้หรือไม่ค่ะ