- ความแตกต่างของหะดีษกุดซียฺและนะบะวียฺ
- อัลก่อฎออฺวัลก่อดัร การกำหนดของอัลลอฮฺ
จากอบูซัรรฺ อัลฆิฟารี จากท่านนบี ﷺ ตามที่ท่านได้รายงานมาจากพระผู้อภิบาล ผู้ทรงเกียรติยิ่ง ได้ตรัสว่า
“โอ้บ่าวของข้า ! ข้าได้ห้ามการอธรรมต่อตัวข้าเอง และข้าทำให้มันเป็นที่ต้องห้ามในระหว่างพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าอย่าได้กระทำอธรรมซึ่งกันและกัน
โอ้บ่าวของข้า ! พวกเจ้าทั้งหลายอยู่ในสภาพผู้หลงผิด เว้นแต่ผู้ที่ข้าให้ทางนำแก่เขา ดังนั้นพวกเจ้าจงขอทางนำจากข้า แล้วข้าจะให้ทางนำแก่พวกเจ้า
โอ้บ่าวของข้า ! พวกเจ้าทั้งหลายอยู่ในสภาพหิว เว้นแต่ผู้ที่ข้าได้ให้อาหารแก่เขา ดังนั้นพวกเจ้าจงขออาหารจากข้า แล้วข้าจะให้อาหารแก่พวกเจ้า
โอ้บ่าวของข้า ! พวกเจ้าทั้งหลายเปลือยกาย เว้นแต่ผู้ที่ข้าได้ให้เครื่องนุ่งห่มแก่เขา ดังนั้นพวกเจ้าจงขอเครื่องนุ่งห่มจากข้า ข้าย่อมให้เครื่องนุ่งห่มแก่พวกเจ้า
โอ้บ่าวของข้า ! แท้จริงพวกเจ้าย่อมกระทำผิดทั้งกลางวันและกลางคืน และข้าเท่านั้นให้อภัยโทษแก่ความผิดทั้งหลาย ดังนั้นจงขออภัยจากข้า ข้าย่อมให้อภัยแก่พวกเจ้า
โอ้บ่าวของข้า ! พวกเจ้าไม่สามารถนำมาซึ่งความเสียหายแก่ข้าเลย และพวกเจ้าก็ไม่สามารถนำมาซึ่งประโยชน์ใดๆ แก่ข้าเลย
โอ้บ่าวของข้า ! หากว่า (ตั้งแต่มนุษย์)คนแรก จนถึงคนสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งมนุษย์และญินทั้งหมด รวมตัวกันสนับสนุนชายคนหนึ่งซึ่งมีตักวามากที่สุด มันจะไม่เพิ่มอะไรแก่อาณาจักรของข้าเลย
โอ้บ่าวของข้า ! หากว่า (ตั้งแต่มนุษย์)คนแรก จนถึงคนสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งมนุษย์และญินทั้งหมด รวมตัวกันสนับสนุนชายคนหนึ่งซึ่งชั่วร้ายที่สุด มันก็จะไม่ลดอะไรในอาณาจักรของข้าเลย
โอ้บ่าวของข้า ! หากว่า (ตั้งแต่มนุษย์)คนแรก จนถึงคนสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งมนุษย์และญินทั้งหมด รวมตัวกันในสถานที่หนึ่ง แล้วขอต่อข้าและข้าให้ทั้งหมด มันจะไม่ลดอะไรจากคลังของข้าแม้แต่น้อย นอกจากเสมือนน้ำที่เกาะเข็มเล่มหนึ่งที่จุ่มลงในทะเล (ที่ลดไปจากน้ำทะเลทั้งหมด)
โอ้บ่าวของข้า ! นั่นคือผลงานของพวกเจ้าทั้งหลาย ข้าได้บันทึกไว้ให้แก่พวกเจ้า แล้วข้าจะตอบแทนพวกเจ้าด้วยผลงานของพวกเจ้า ดังนั้นถ้าใครพบผลตอบแทนดี ก็จงสรรเสริญ(ขอบคุณ)ข้า แต่ถ้าพบอื่นจากความดี ก็อย่าตำหนิใคร นอกจากตัวเจ้าเอง" หะดีษนี้ (เป็นหะดีษกุดซี*) บันทึกโดยมุสลิม
*หะดีษที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รายงานตามที่ท่านได้รับวะฮฺยูจากอัลลอฮฺ
ความสำคัญของหะดีษนี้
1. เป็นหะดีษที่บรรดาสลัฟให้ความสำคัญ
2. เป็นหะดีษกุดซียฺ (นบีรายงานจากอัลลอฮฺ) บทแรกในญามิอุลอุลูมฯ
-- ความแตกต่างของหะดีษนะบะวียฺและหะดีษกุดซียฺ
3. เป็นหะดีษที่เชคริฎอชอบ
4. เป็นหะดีษที่ทำให้รู้จักอัลลอฮฺมากขึ้น จะเพิ่มอีมาน
- ผู้รายงานหะดีษนี้ (อบูซัร) คุกเข่ารายงาน แสดงถึงความรู้สึกในการอ่านและรายงานหะดีษ
- คุณค่าของ يا عبادي "ยาอิบาดียฺ" โอ้บ่าวของข้า -- อัลลอฮฺให้เกียรติเรา
- สำนวนหะดีษ อีกสายรายงานหนึ่ง
บ่าวของข้าทั้งหลาย ! พวกเจ้าทั้งหลายหลงผิด เว้นแต่ที่ข้าให้ฮิดายะฮฺ จงขอทางนำจากข้า ข้าจะให้, พวกเจ้าทั้งหลายจน เว้นแต่ที่ข้าให้ร่ำรวยมั่งคั่ง ดังนั้นจงขอจากข้า ข้าจะให้ริสกี, พวกเจ้าทั้งหลายทำความผิด เว้นแต่ที่ข้าช่วยไม่ให้ทำความผิด
ดังนั้นใครในหมู่พวกเจ้ารู้ว่าข้ามีเดชานุภาพในการอภัยโทษแล้วขออภัยโทษจากข้า ข้าจะอภัยให้โดยไม่สนใจ(ว่าความผิดนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด),...
หากว่า (ตั้งแต่มนุษย์)คนแรก จนถึงคนสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งตายและเป็น ทั้งที่สดชื่นและแข็งกระด้าง รวมตัวกันสนับสนุนชายคนหนึ่ง
ซึ่งมีตักวามากที่สุด มันจะไม่เพิ่มอะไรแก่อำนาจของข้า แม้เพียงปีกยุง,
หากว่า (ตั้งแต่มนุษย์)คนแรก จนถึงคนสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งตายและเป็น ทั้งที่สดชื่นและแข็งกระด้าง รวมตัวกันขอสุดจินตนาการที่เขาต้องการ แล้วข้าให้ มันจะไม่ลดอะไรจากคลังของข้า นอกจากถ้าคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าเดินผ่านทะเลแล้วเอาเข็มจุ่มลงไปแล้วมีน้ำติดเข็มขึ้นมา
(นั่นคือสิ่งที่จะลดจากคลังของข้า),...
“นั่นเพราะข้าใจบุญ ข้ามั่งมี ข้ามีเกียรติ ข้าทำสิ่งที่ข้าประสงค์ การให้ของข้าเพียงคำพูด การทรมานของข้าก็เพียงคำพูดคำหนึ่ง แท้จริงบัญชาของข้าต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพียงข้ากล่าวว่า "จงเป็น" มันก็เป็น”
----------------------
- หะดีษที่มีเกียรติยิ่งของชาวชาม, ชาวชามคือใคร ?
- การรายงานหะดีษ
ท่อนแรก
------------------
«يَا عِبَادِي إِنِّي حَرَّمْتُ الظُّلْمَ عَلَى نَفْسِي»
“โอ้บ่าวของข้า ! ข้าได้ห้ามการอธรรมต่อตัวข้าเอง"
------------------
- อัลก่อฎออฺวัลก่อดัร การกำหนดของอัลลอฮฺ
هذا الحديث خرجه مسلم من رواية سعيد بن عبد العزيز عن ربيعة بن زيد عن أبي إدريس الخولاني عن أبي ذر ، وفي آخره : قال سعيد بن عبد العزيز : كان أبو إدريس الخولاني إذا حدث بهذا الحديث جثا على ركبتيه . وخرجه مسلم أيضا من رواية قتادة عن أبي قلابة عن أبي أسماء عن أبي ذر عن النبي صلى الله عليه وسلم ، ولم يسقه بلفظه ، ولكنه قال : وساق الحديث بنحو سياق أبي إدريس ، وحديث أبي إدريس أتم . وخرجه الإمام أحمد والترمذي وابن ماجه ، من رواية شهر بن حوشب عن عبد الرحمن بن غنم عن أبي ذر قال : قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : يقول الله تعالى : يا عبادي ، كلكم ضال إلا من هديت ، فسلوني الهدى أهدكم ، وكلكم فقير إلا من أغنيت فسلوني أرزقكم ، وكلكم مذنب إلا من عافيت ، فمن علم منكم أني ذو قدرة على المغفرة واستغفرني ، غفرت له ولا أبالي ، ولو أن أولكم وآخركم وحيكم وميتكم ، ورطبكم ويابسكم اجتمعوا على أتقى قلب عبد من عبادي ما زاد ذلك في ملكي جناح بعوضة ، ولو أن أولكم وآخركم وحيكم وميتكم ورطبكم ويابسكم ، اجتمعوا في صعيد واحد ، فسأل كل إنسان منكم ما بلغت أمنيته فأعطيت كل سائل منكم ، ما نقص ذلك من ملكي إلا كما لو أن أحدكم مر بالبحر ، فغمس فيه إبرة ثم رفعها إليه ، ذلك بأني جواد واجد ماجد أفعل ما أريد ، عطائي كلام ، وعذابي كلام ، إنما أمري لشيء إذا أردته أن أقول له : كن فيكون وهذا لفظ الترمذي ، وقال : حديث حسن .
وخرجه الطبراني بمعناه من حديث أبي موسى الأشعري عن النبي صلى الله عليه وسلم ، إلا أن إسناده ضعيف . [ ص: 34 ] وحديث أبي ذر قال الإمام أحمد : هو أشرف حديث لأهل الشام . فقوله صلى الله عليه وسلم فيما يروي عن ربه : " يا عبادي إني حرمت الظلم على نفسي " يعني : أنه منع نفسه من الظلم لعباده ،
كما قال عز وجل : وما أنا بظلام للعبيد [ ق : 29 ] ، وقال : وما الله يريد ظلما للعباد [ غافر 31 ] ، وقال وما الله يريد ظلما للعالمين [ آل عمران : 108 ] ، وقال وما ربك بظلام للعبيد [ فصلت : 46 ] ، وقال : إن الله لا يظلم الناس شيئا [ يونس : 44 ] ، وقال إن الله لا يظلم مثقال ذرة [ النساء : 40 ] ، وقال : [ ص: 35 ] ومن يعمل من الصالحات وهو مؤمن فلا يخاف ظلما ولا هضما [ طه : 112 ] ، والهضم : أن ينقص من جزاء حسناته ،
50:29 และข้าก็มิได้เป็นผู้อยุติธรรมต่อปวงบ่าวของข้าเลย
40:31 และอัลลอฮฺมิทรงประสงค์การอธรรมใดๆแก่ปวงบ่าว
3:108 และอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงประสงค์ซึ่งการอธรรมใดๆ แก่ประชาชาติทั้งหลาย
41:46 และพระเจ้าของเจ้านั้นมิทรงอธรรมต่อปวงบ่าวของพระองค์
10:44 แท้จริงอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงอธรรมแก่มนุษย์แต่อย่างใด
4:40 แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอธรรมแม้เพียงน้ำหนักเท่าผงธุลี
والظلم : أن يعاقب بذنوب غيره ، ومثل هذا كثير في القرآن . وهو مما يدل على أن الله قادر على الظلم ، ولكن لا يفعله فضلا منه وجودا وكرما وإحسانا إلى عباده . وقد فسر كثير من العلماء الظلم بأنه وضع الأشياء في غير موضعها . وأما من فسره بالتصرف في ملك الغير بغير إذنه - وقد نقل نحوه عن إياس بن معاوية وغيره - فإنهم يقولون : إن الظلم مستحيل عليه ، وغيره متصور في حقه ، لأن كل ما يفعله فهو تصرف في ملكه ، وبنحو ذلك أجاب أبو الأسود الدؤلي لعمران بن حصين حين سأله عن القدر .
وخرج أبو داود ، وابن ماجه من حديث أبي سنان سعيد بن سنان ، عن وهب بن خالد الحمصي ، عن ابن الديلمي أنه سمع أبي بن كعب يقول : لو أن الله عذب أهل سماواته وأهل أرضه ، لعذبهم وهو غير ظالم لهم ، ولو رحمهم ، لكانت رحمته خيرا لهم من أعمالهم ، وأنه أتى ابن مسعود ، فقال له مثل ذلك ، ثم أتى زيد بن ثابت ، فحدثه عن النبي صلى الله عليه وسلم بمثل ذلك . وفي هذا الحديث نظر ، ووهب بن خالد ليس بذلك المشهور بالعلم . وقد يحمل على أنه لو أراد تعذيبهم ، لقدر لهم ما يعذبهم عليه ، فيكون غير ظالم لهم حينئذ . [ ص: 36 ] وكونه خلق أفعال العباد وفيها الظلم لا يقتضي وصفه بالظلم سبحانه وتعالى ، كما أنه لا يوصف بسائر القبائح التي يفعلها العباد ، وهي خلقه وتقديره ، فإنه لا يوصف إلا بأفعاله لا يوصف بأفعال عباده ، فإن أفعال عباده مخلوقاته ومفعولاته ، وهو لا يوصف بشيء منها ، إنما يوصف بما قام به من صفاته وأفعاله والله أعلم .
- Printer-friendly version
- Log in to post comments
- 100 views