10:46 และบางคนที่เราจะให้เจ้าได้เห็นบางส่วน (ของการลงโทษ) ซึ่งเราสัญญาแก่พวกเขา หรือเราจะให้เจ้าตายเสียก่อน ดังนั้น ทางกลับของพวกเขาย่อมไปหาเรา แล้วอัลลอฮฺทรงเป็นพยานต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ
#บันทึกตัฟสีรสูเราะฮฺยูนุส อายะฮฺที่ 47-51 (โดยชัยคฺริฎอ อะฺหฺมัด สมะดี)
วันที่ชาวค่ายร็อบบานีย์ ไปร่วมฟัง (17-6-67) | อบูอิบานะฮฺ ฟิตยะตุลฮัก
อายะฮ์ที่ 47: وَلِكُلِّ أُمَّةٍ رَسُولٌ فَإِذَا جَاءَ رَسُولُهُمْ قُضِيَ بَيْنَهُمْ بِالْقِسْطِ وَهُمْ لَا يُظْلَمُونَ "และทุกประชาชาติมีเราะสูลถูกส่งมา ดังนั้น เมื่อเราะสูลของพวกเขาได้มาแล้ว กิจการระหว่างพวกเขาก็ถูกตัดสินโดยเที่ยงธรรมและพวกเขาจะไม่ถูกอธรรม"
อายะฮ์ที่ 48: وَيَقُولُونَ مَتَىٰ هَٰذَا الْوَعْدُ إِنْ كُنْتُمْ صَادِقِينَ "และพวกเขากล่าวว่า เมื่อใดเล่าสัญญานี้จะปรากฏ หากพวกท่านสัจจริง"
อายะฮ์ที่ 49: قُلْ لَا أَمْلِكُ لِنَفْسِي ضَرًّا وَلَا نَفْعًا إِلَّا مَا شَاءَ اللَّهُ لِكُلِّ أُمَّةٍ أَجَلٌ إِذَا جَاءَ أَجَلُهُمْ فَلَا يَسْتَأْخِرُونَ سَاعَةً وَلَا يَسْتَقْدِمُونَ "จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ฉันไม่มีอำนาจให้โทษและให้คุณแก่ตัวของฉันเอง นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น สำหรับทุกประชาชาตินั้นมีกำหนดเวลา เมื่อกำหนดเวลาของพวกเขามาถึง พวกเขาจะไม่สามารถประวิงมันออกไปชั่วโมงหนึ่งหรือเร่งรัดมันให้เร็วขึ้น"
อายะฮ์ที่ 50: قُلْ أَرَأَيْتُمْ إِنْ أَتَاكُمْ عَذَابُهُ بَيَاتًا أَوْ نَهَارًا مَاذَا يَسْتَعْجِلُ مِنْهُ الْمُجْرِمُونَ "จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พวกท่านเห็นไหมว่า หากการลงโทษของพระองค์มาถึงพวกท่านในเวลากลางคืนหรือกลางวัน อะไรเล่าที่บรรดาผู้กระทำผิดเร่งรัดให้มันมา"
อายะฮ์ที่ 51: أَثُمَّ إِذَا مَا وَقَعَ آمَنْتُمْ بِهِ آلْآنَ وَقَدْ كُنْتُمْ بِهِ تَسْتَعْجِلُونَ "เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว พวกท่านศรัทธาต่อมันกระนั้นหรือ? เดี๋ยวนี้หรือ? และแท้จริงพวกท่านเคยเร่งรัดให้มันมา"
* สูเราะฮ์ยูนุสเล่าถึงการปฏิเสธท่านนบีของพวกมุชริกีน
* การปฏิเสธท่านนบีมีทุกยุคทุกสมัย
* เราต้องได้รับบทเรียน เพราะมันเกิดขึ้นตลอด
* อัลลอฮฺให้ประชาชาติของนบีเป็นส่วนหนึ่งในการให้กำลังใจแก่ท่านนบี
* เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการให้กำลังใจแก่ท่านนบี
* ตัวอย่างของการให้กำลังใจแก่ท่านนบี เช่น การแต่งงานและมีบุตรหลานที่มีคุณภาพ
* ท่านนบีภูมิใจในจำนวนของประชาชาติของท่าน ที่มีความประพฤติที่ดี
* ท่านนบีรู้จักประชาชาติของท่านด้วยสัญลักษณ์ของการอาบน้ำละหมาด และภูมิใจในประชาชาติของท่านในเรื่องนี้
* การที่ได้นำอัลกุรอานมาอ่าน ศึกษา และไตร่ตรอง พยายามหาบทเรียนจากเนื้อหาของอายะฮ์ มันจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นกำลังใจแก่ท่านนบีได้ปรากฏทันที
* คนที่รังแกท่านนบีในสงครามบะดัร ท่านนบีได้สาปแช่ง พวกเขาต่างได้รับความหายนะจริง นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการให้กำลังใจแก่ท่านนบีในขณะที่ท่านมีชีวิต
* หลังจากที่ท่านนบีเสียชีวิต ท่านก็รับรู้ถึงความหายนะของศัตรูของท่าน เพราะอัลลอฮฺได้แจ้งไว้ในอัลกุรอาน เพื่อเป็นกำลังใจแก่ท่านนบี
* ชีวิตที่แท้จริงคือชีวิตในบ้านสุดท้ายในโลกอาคิเราะฮฺ
* แม้นบีเสียชีวิต เราก็ยังมีข้อผูกพันในการให้กำลังใจแก่ท่านนบี เช่นการเศาะละวาตและการให้สลามแก่ท่าน
* ทุกคนที่เศาะละวาตและสลามต่อท่านนบี ท่านนบีจะตอบรับจากพวกเรา
* บางทัศนะระบุว่า นบีรู้เป็นรายบุคคลว่าใครเศาะละวาตต่อท่าน
* บางทัศนะ มลาอิกะฮฺเอ่ยชื่อคนนั้นและชื่อบิดาของเขา ให้ท่านนบีรับรู้
* บางรายงานระบุว่าอัลลอฮฺให้วิญญาณรับรู้ว่ามีใครให้สลามแก่ท่าน
* การเศาะละวาตต่อท่านนบีย่อมให้กำลังใจแก่ท่านนบี มันเป็นกำลังใจที่ดีที่สุด
* ที่ไหนมีกลางวันกลางคืน อิสลามจะไปถึง
* เราได้เอาคัมภีร์ของท่านนบี มาเป็นแนวทางในการเรียนรู้ ศึกษา นำมาปฏิบัติ แสวงหาความถูกต้องมาเป็นบรรทัดฐาน
* ไม่มีอะไรเหนือกว่าการที่ท่านนบีได้ทำงานนำเสนออัลกุรอาน แล้วสามารถทำให้ประชาชาติของท่านสามารถนำมาเป็นแนวทางให้สอดคล้องกับหลักการ ท่านนบีได้ทำงานตลอดทั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้
* ท่านนบีทำงานสำเร็จ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง
* ทุกยุคทุกสมัยท่านนบีมีหน้าที่เดียวคือ การเป็นนักเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่นักการเมือง ไม่ใช่ครูเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงคน โดยมีเครื่องมือคืออัลกุรอาน
* หนังสืออัรริสาละฮฺ ของอิมามอัชชาฟิอีย์ เป็นหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับอุศูลฟิกฮฺ บ้างบอกว่ามีคนถามเรื่องนี้ อิมามอัชชาฟิอีย์จึงตั้งชื่อนี้เพื่อเป็นการตอบคำถาม บ้างบอกว่าหมายถึงสาส์น คือคำสั่งสอน แม้ว่าจะเป็นรูปแบบของอัลกุรอานหรือหะดีษ เป็นแนวทางทำความเข้าใจสาส์นของอัลลอฮฺและนบี
* ช่วงแรกของหนังสือกล่าวถึง "لِأُنذِرَكُم بِهِ وَمَن بَلَغَ" "เพื่อเตือนพวกท่านด้วยอัลกุรอาน และผู้ที่คำเตือนไปถึง"
ทุกอายะฮฺมีเนื้อหาเป็นข้อตักเตือน ซึ่งมีสองเรื่องที่ทุกคนต้องปฏิบัติต่อ
* หนึ่ง - สาส์นนั้นต้องมาถึงเรา เรารับรู้ (บุลูฆุลริสาละฮฺ) คือการบรรลุถึงตัวบท ในอดีตอาจจะเป็นปัญหา บางคนไม่ได้อยู่กับท่านนบี แต่ในปัจจุบันเราได้เปรียบมากกว่าเศาะหาบะฮฺ เพราะเทคโนโลยีทำให้เราสามารถเข้าถึงตัวบทได้มากกว่ายุคก่อน
* สอง - เข้าใจตัวบท หรือฟะฮฺมุรริสาละฮฺ เศาะหาบะฮฺเข้าใจเรื่องนี้อย่างดี แต่เราเสียเปรียบด้วยกับบางปัจจัย เราจึงต้องใช้เวลามากกว่าพวกเขา
* ทั้งสองนี้เรียกว่า อันนิซาเราะฮฺ (ข้อตักเตือน)
* ช่วงที่เขาทำความผิดในขณะที่ไม่รู้ เขาไม่บาป แต่ถ้ารู้แล้ว เข้าใจแล้ว เขาไม่สามารถอ้างได้อีกต่อไป
* ปัญหาใหญ่คือ การปฏิบัติตามสาส์นนั้น
* ทำอย่างไรให้อัลกุรอานเข้าสู่ชีวิตของเราในแง่ของการปฏิบัติ
* กุญแจของปัญหานี้อยู่ที่เรื่องเดียวคือ การปฏิบัติ
* คำสอนมีไว้ปกป้อง แก้ไขชีวิตมนุษย์
* ยิ่งเราล่าช้าในการเข้าถึงอัลกุรอาน เข้าใจอัลกุรอาน เราก็ยิ่งเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์ เหมือนคนป่วยที่ยังไม่เข้าถึงการวินิจฉัย เขาก็ยิ่งเสียโอกาสในการเข้าถึงการรักษา
* แต่ก็มีคนที่รู้ว่าตัวเขาป่วยเป็นอะไร มีปัญหาตรงไหน แต่ก็ยังดื้อดึงกับตัวเอง ไม่ยอมรักษา
* การที่เราอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ เป็นเหตุผลเพียงพอที่อัลลอฮฺจะประวิงการลงโทษหรือการเอาโทษกับเรา
* เหมือนคนที่ยังไม่เป็นมุสลิม ในขณะที่เขาไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับอิสลามเลย
* ในกรณีที่เรากำลังศึกษา เราอาจจะต้องใช้เวลาในการเทียบความถูกต้อง ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ลังเล แต่เป็นการศึกษาจริงๆ หวังว่าจะมีคำตอบในวันกิยามะฮฺ ถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตในเวลานั้น อัลลอฮฺอาจจะยกโทษให้แก่เขา เพราะเขาใช้เวลาในการยืนยันสัจธรรม
* ถ้าเขาเสียชีวิต เป็นไปได้ว่าเขาจะอยู่ในสภาพของอะฮฺลุลฟัฏเระฮฺ อัลลอฮฺอาจจะไม่ลงโทษเขาทันที แต่อาจจะมีการทดสอบ เพราะอัลลอฮฺจะไม่ลงโทษ นอกจากสาส์นจะต้องไปถึงเขาก่อน
* ช่วงเวลาแห่งการศึกษา เป็นช่วงที่มีกำไร ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย
* บางทีเราไปยัดเยียดการรับอิสลามให้บางคน เพื่อหวังผลบุญ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป บางทีเกิดจากความเกรงใจ เพราะเขายังไม่ได้คำตอบที่แท้จริง คนแบบนี้มีโอกาสสูงที่จะออกจากอิสลามในภายหลัง ซึ่งคนที่ยัดเยียดทำให้คนคนนั้นไม่มั่นคง แล้วออกจากอิสลาม อาจจะเป็นการทำบาปของคนที่เชิญชวน เพราะการออกจากอิสลามของคนคนหนึ่งเป็นบาปใหญ่ แต่ถ้าเขาอยู่ในสภาพที่กำลังศึกษา ถึงแม้ยังไม่รับอิสลาม แต่ก็ยังดีกว่าให้เขาเข้ารับอิสลามในขณะที่ยังไม่มั่นใจ แล้วหลุดจากอิสลามหลังจากนั้น
* ขณะที่เราทำบาป เรารู้ว่าสิ่งนั้นเป็นบาป การเลิกทำบาปในครั้งนั้นครั้งเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เรามั่นคงและไม่อยากทำบาปอีก เพราะการไม่อยากทำบาป อาจจะเกิดจากความขี้เกียจ ไม่ใช่เกิดจากความตั้งใจที่แท้จริง แต่ก็ยังดีกว่าไม่เลิกเลย แต่ที่ดีที่สุด การเลิกอย่างเด็ดขาด
* การเตาบัตแบบเล่นๆ อาจจะอันตรายยิ่งกว่าการทำบาปนั้นก็ได้ เช่น เลิกบาปเพราะอายคน เลิกบาปเพราะไม่เหมาะกับเรา เลิกบาปเพราะเกรงว่าเสียสุขภาพ
* คนที่ประวิงเวลาตัวเองในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง อ้างโน่นนี่นั่น จะเสียโอกาสและได้รับความเสียหาย
* การปลดอดีตอยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่อยู่ที่กิจกรรม เพราะกิจกรรมเป็นเพียงส่วนเสริม
* เวลาเป็นตัวแปรสำคัญ คนที่บริสุทธิ์ใจกับอัลลอฮฺ ศาสนาจะไม่เร่งรัดตัวเขา แต่ถ้าชัดเจนแล้ว ก็อย่าชักช้า
* ทุกคนรู้ตัวเองอย่างดี ว่าอะไรเป็นอะไร อันไหนใช่หรือไม่ใช่
* ปัญหาของคนที่ปฏิเสธศรัทธาคือ เขานึกว่าชีวิตของเขาทั้งชีวิตเขาจะทำอย่างไรก็ได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลง การปรับปรุง การรับสัจธรรม การนอบน้อมต่อคำสั่งของพระเจ้า เหมือนที่มุสลิมบางคนเข้าใจว่าการทำความดีเป็นเพียงแค่ทางเลือก ไม่เกี่ยวกับเขา เป็นเรื่องของใครบางคนเท่านั้น
* การปัดความรับผิดชอบ แล้วโยนหน้าที่ให้แก่คนอื่น เป็นข้อตำหนิ
* การไม่เคร่งไม่ใช่ข้ออ้าง สมควรถูกตำหนิ ไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อเอาตัวรอด
* เหมือนเรื่องมักรูฮ์ มันเป็นเรื่องที่น่าเกลียด แต่เราใช้มันในบริบทที่ไม่ให้ความสำคัญ มองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
* เวลา กลายเป็นข้ออ้าง "อายุแค่นี้ยังไม่ต้องรีบร้อน"
* ที่ร้ายแรงยิ่งกว่า ถ้าเราเยาะเย้ยกับเวลา เช่น "จะรีบทำดีทำไม จะเลิกบาปทำไม ชีวิตมีเวลาอีกเยอะ" นี่คือสิ่งที่พวกมุชริกีนทำกับท่านนบี
* พวกมุชริกีนเย้ยท่านนบี แล้วถามท่านว่า เมื่อไหร่ละการลงโทษจะมา ความตายจะมา
* เวลาคือต้นทุน เราต้องศึกษาให้ดีก่อน เราอย่าให้อิสรภาพที่มีอยู่มาลวงชีวิตของเรา
* ความตกต่ำของการเยาะเย้ยของพวกเขาคือ พวกเขาได้ปฏิเสธอัลกุรอาน แต่กลับมองข้ามความสัจจริงของอัลกุรอาน แล้วเอาเวลามาเล่นกับตัวเอง
* น่าเสียดายมากสำหรับทุกคนที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วเอาเวลามาเล่นท้าทายชีวิตตัวเอง
* เราอาจจะมีพฤติกรรมเหมือนพวกนั้น เราอาจจะไม่พูด แต่เราอาจจะใช้ชีวิต ละเลยคำสั่งสอน ไม่แคร์เนื้อหาของอัลกุรอาน มันก็มีค่าเท่ากับคำพูดของพวกมุชริกีน
* หะดีษบทหนึ่งน่ากลัวมาก ที่มลาอิกะฮฺถามในกุบูรว่า "ใครคือพระเจ้า ใครคือนบี ศาสนาอะไร" บางรายงานระบุว่าคำตอบคือ "ฉันไม่รู้" แต่บางรายงานที่น่ากลัวกว่าคือ คำตอบคือ "ฮ่ะ ได้ยินเขาว่ากันอย่างนั้น" แสดงว่าเขารู้ และมีคนมาบอกเขาแล้วว่าใครคือพระเจ้า ใครคือนบี ศาสนาอะไร เขาเรียนมาก่อน เขาอาจจะศึกษาอัลกุรอาน แต่เนื้อหาเหล่านั้นไม่ได้เข้าถึงหัวใจของเขา
* บางทีเขาเป็นมุสลิมเดิม ตามพ่อแม่ แต่อิสลามไม่เคยเข้าถึงหัวใจของเขา อิสลามไม่ได้สถิตในหัวใจของพวกเขา
* บางคนหวงของบางสิ่งที่เคยเป็นของสะสม ของล้ำค่า แต่เป็นสิ่งที่ขัดกับอุดมการณ์ของศาสนา ซึ่งบ่งบอกว่าเนื้อหาของอัลกุรอานที่เป็นหลักคำสอนยังไม่ได้เข้าสู่หัวใจของพวกเขา
* อัลกุรอานพูดถึงเนื้อหาอะไร อย่าเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับเรา แต่เราต้องให้เนื้อหาทั้งหมดเกี่ยวข้องกับตัวเรา
* อัลกุรอานไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่ไว้ชมดู
* ทุกอายะฮ์ต้องมีบทเรียนแก่เรา อย่าให้เข้าใจว่าเป็นสำหรับคนอื่น
* นบีอยากให้ผู้คนศรัทธาด้วยตัวเขาเอง โดยไม่ต้องหาปัจจัย อภินิหารแปลกๆ มาเป็นตัวแปรหลัก แต่เพียงพอที่อัลกุรอานจะเป็นตัวแปรสำคัญ
* ท่านนบีไม่มีอำนาจในการนำความจริงให้ใครยอมรับและเปลี่ยนตัวเอง ทุกอย่างมาจากความประสงค์ของอัลลอฮฺ
* ดังนั้นไม่ต้องหวังว่าการลงโทษจะมาก่อนหรือจะมาหลัง เพราะท่านนบีไม่มีอำนาจในการนำการลงโทษนั้นมา แต่ทุกอย่างมาจากอัลลอฮฺ ซึ่งการเยาะเย้ยหรือการเร่งรัดของพวกปฏิเสธ ไม่มีคุณค่าใดๆ
* พวกมุชริกีนถามถึงเวลาว่าเมื่อไหร่การลงโทษจะเกิดขึ้น โดยมองข้ามว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แสดงว่าเขาไม่ได้ให้คุณค่ากับเวลาที่ตัวเองมีอยู่
* สิ่งใดที่อัลลอฮฺไม่ให้เรารู้ สิ่งนั้นไม่ได้ให้ประโยชน์แก่เรา เช่นเรื่องเมื่อไหร่กิยามะฮฺจะมาถึง หรือเรื่องจำนวนคนในถ้ำ เรื่องชื่อของพวกเขาและสุนัข
* คนที่บ้าเรื่องไสยศาสตร์ เชื่อว่าชื่อของชาวถ้ำและสุนัขของพวกเขา สามารถที่จะให้ประโยชน์แก่พวกเขา ในเรื่องของคลัง โดยเฉพาะในตุรกี เวลาดุอาอ์พวกเขาจะเอ่ยชื่อคนเหล่านั้น โดยเชื่อว่ามันจะทำให้ริซกีได้รับง่ายขึ้น
* มุสลิมถ้ามีความเชื่อเพี้ยนๆ ก็จะไม่ต่างอะไรกับคนต่างศาสนิก
* นบีไม่มีอำนาจในการให้คุณและให้โทษ นอกจากอัลลอฮฺประสงค์ เพราะทุกสิ่งมีเวลากำหนดของมัน นั่นคืออัลลอฮฺให้เวลาแก่ทุกคนในทุกเรื่อง เวลาศึกษา เวลาตาย เวลาได้ริซกี เวลาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เวลาในการน้อมรับสัจธรรม
* ตัวช่วยสำคัญคือ การที่เรารู้คุณค่าของเวลา และเลิกสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
* เรารู้ว่าบัญชาของอัลลอฮฺเหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ศรัทธารู้ดี แต่เราก็ต้องรู้ว่าไม่ควรหลอกตัวเอง ด้วยการอ้างเวลาที่อัลลอฮฺกำหนด ทำไมยังไม่เปลี่ยนแปลง อัลลอฮฺยังไม่อนุมัติ ทำไมยังไม่เลิกบาป ก็จะอ้างว่าอัลลอฮฺยังไม่ประสงค์
* คนส่วนใหญ่รู้ว่าทั้งหมดทั้งหลายเป็นแค่ข้ออ้าง และรู้ตัวเองดีว่าสุดท้ายเราต้องเลือกทำก่อน ด้วยตัวเองก่อน ไม่ใช่รอกำหนดจากอัลลอฮฺ เพราะมันเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่เรารู้คือ เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร ต้องเป็นคนตัดสินใจเอง
* เราเชื่อว่าอำนาจอัลลอฮฺนั้นเด็ดขาด ไม่มีล่าช้าและไม่เร็วกว่าที่กำหนด
* พวกมุชริกีนรู้ดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชนอาหรับยุคก่อนเป็นอย่างไร เช่น พวกอาด พวกษะมูด
* มันจะไม่มีประโยชน์แล้ว ถ้าการลงโทษมาถึงพวกเขา แล้วพวกเขาต้องการประวิง หรือขอเวลา
* พวกเขารู้ดีว่าพวกอาด ษะมูด โดนหนักแค่ไหน โดนทำลายอย่างไร
* เรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกอาหรับยุคก่อน ที่โดนลงโทษ ไม่มีเรื่องไหนที่อาหรับมุชริกีนเถียงท่านนบี อ้างว่าไม่จริง พวกเขาต่างยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง
* การลงโทษของอัลลอฮฺมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การลงโทษที่เปลี่ยนไม่ได้ ร่นหรือเร่งไม่ได้คือ ความตาย แต่บางการลงโทษเกิดขึ้นในรูปแบบอื่น เช่น การที่อัลลอฮฺให้เขาไปเสี่ยงกับการพลาดในการทำความดีหรือตามคำสั่งของอัลลอฮฺ เช่น เล่นจนพลาดเวลาละหมาด ก็ถือว่าเป็นบทลงโทษที่ไม่รู้ตัว
* ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เราแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง คนกาฟิรก็แก้ได้ด้วยการศรัทธา คนที่ยังทำความชั่วก็เปลี่ยนแปลงมาทำดีได้ แม้กระทั่งการลงโทษของอัลลอฮฺโดยให้ทำความชั่ว ก็สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการไม่ทำสิ่งนั้น หลีกห่างจากมัน
* บางความชั่วที่เราเตาบัต เราอาจจะจำตลอดชีวิต แล้วจะไม่กลับไปทำมันอีก บางความชั่วจะเป็นประโยชน์ เมื่อมันเป็นข้อเตือนสติไม่ให้ทำมันซ้ำ
* หะสันอัลบัศรีกล่าวว่า: "มีบางกลุ่มชนที่ถูกลากให้เข้าสวรรค์ด้วยโซ่แห่งความชั่ว เพราะเขาใช้ความชั่วที่เคยทำในการเป็นข้อเตือนสติตัวเองให้หลีกห่างจากมัน"
* อัลลอฮฺอาจจะอนุญาตให้เราทำความชั่ว เพื่อเป็นประโยชน์และอุทาหรณ์แก่เรา ไม่ให้ทำมันอีกในอนาคต (อิบนุลก็อยยิม ในมิฟตาหุสสะอาดะฮฺ)
* คนที่จะคิดได้คือคนที่ให้เวลาเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง เข้าใจว่าเวลาเหลือน้อย ต้องไม่เสียเวลากับสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อเขา
* ตราบใดที่มีชีวิต เรายังไม่สูญเสีย ยังมีโอกาสในการแก้ไขปัญหา แต่ถ้าชักช้าจะทำให้เราเสียโอกาสและคุณค่าของการเป็นผู้ศรัทธาที่จะได้อยู่ในแนวหน้า
* อุมมะฮฺของนบีจะได้รับการสอบสวนในวันกิยามะฮฺก่อนประชาชาติอื่น ทั้งๆ ที่มาทีหลังอุมมะฮฺอื่น
* คนที่จะอยู่แนวหน้า เขาจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องการให้คุณค่าแก่เวลา เพราะกลุ่มคนอัซซาบิกูน (ผู้ที่อยู่แนวหน้า) จะได้ใกล้ชิดอัลลอฮฺมากที่สุด ส่วนกลุ่มชาวขวาก็อยู่อีกระดับหนึ่ง
* เราต้องมีศักยภาพในการให้ตัวเองรีบเร่งในการทำความดี ไม่ควรคิดเยอะจนเกินไป จนไม่มีโอกาสคว้าความดีงาม
* เรื่องที่ดีไม่ควรคิดมาก อย่าไปแคร์สายตาคนอื่น อะไรที่เป็นความดีอย่าชักช้า ถ้ามีโอกาสก็รีบทำ
* ถ้าเรื่องไหนมันต้องชั่งว่าอะไรดีกว่า เช่น ช่วยพ่อแม่ กับทำอิบาดะฮฺสุนัต บางกรณีก็ต้องใช้เวลาคิด
* อย่าผลัดการทำความดี เพราะการไปคว้าทำอะไรบางอย่างที่มันไม่มีประโยชน์ จนพลาดโอกาสทำความดี เช่น จะละหมาดสุนัต แต่ไปตอบไลน์ก่อนจนเพลินแล้วพลาดละหมาด
* เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคนที่ต้องพิจารณาเรื่องเวลาให้ดี เพราะความตายไม่เกี่ยวกับอายุ เราจะต้องไม่ถูกหลอกในเรื่องนี้จนเพลินกับการใช้ชีวิต โดยไม่ก่อประโยชน์อะไร
* 25 ปีที่แล้ว เด็กอียิปต์อายุ 16 ปี ชื่อมะหมูด ได้ท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่ม ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่ดีมากๆ เขาได้เดินทางไปต่างจังหวัดกับพ่อ ตอนที่ลงไปเปลี่ยนยางรถยนต์ เขาโดนรถชนเสียชีวิต ซึ่งชัยค์เพิ่งรู้ว่าเขาได้สั่งเสียไว้ว่าถ้าเขาเสียชีวิต ให้ชัยค์อาบน้ำมัยยิตแก่เขา ชัยค์จึงไปอาบน้ำให้
* การสั่งเสียในบางเรื่องเป็นการชี้ให้เห็นถึงอุดมการณ์ในการใช้ชีวิตในโลกนี้ของเขา เขาไม่เคยมั่นใจว่าจะมีชีวิตได้อีกนาน
* คนตายบางคน ราไม่อยากเป็นเหมือนเขา แต่บางกรณีเรากลับอิจฉาอยากเป็นเหมือนเขา
* คนที่มีชีวิตได้ไม่นาน อายุสั้น แต่แล้วตายในสภาพที่ดีมากๆ บางทีเราอิจฉาคนแบบนี้ ในขณะที่เราเองไม่รู้ว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป
#มุร็อบบีย์_ชัยคฺริฎอ #อัลกุรอาน #อบูอิบานะฮฺ #ฟิตยะตุลฮัก
https://www.facebook.com/abuibanah.fityatullhaq/videos/1144754634345652…
- Printer-friendly version
- Log in to post comments
- 132 views