โดย admin
หัวข้อเรื่อง
- อะหลุลกิบละฮ์คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรต่อการสร้างความสามัคคีในสังคมมุสลิม
- อิสลามมีเทคนิคอย่างไรในการบริหารความขัดแย้งเมื่อมีความเห็นต่างด้านอากีดะฮ์

"อะหลุลกิบละฮฺ" เป็นหลักการทางศาสนาอิสลามที่ใช้จัดการความขัดแย้งภายในสังคมมุสลิมอย่างมีจริยธรรม โดยเน้นย้ำว่าผู้ที่ยังรักษาการ ละหมาด การหันหน้าไปทาง ทิศกิบลัต เดียวกัน และบริโภคสัตว์ที่เชือดตามหลักการ ย่อมถือเป็นพี่น้องมุสลิมที่ควรได้รับความคุ้มครองและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผู้บรรยายพยายามปรับทัศนคติให้ผู้ฟังลดทิฐิและ ไม่ด่วนตัดสิน ผู้อื่นว่าตกศาสนาเพียงเพราะมีความเห็นต่างในรายละเอียดปลีกย่อยหรือระดับวิชาการที่ลึกซึ้ง นอกจากนี้ยังเสนอว่ามุสลิมควรมี วินัยในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ทั้งกับผู้ที่มีความเชื่อต่างกันและเพื่อนร่วมศาสนา เพื่อรักษา ความสามัคคี ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งกว่าการใส่ใจเพียงเรื่องพิธีกรรมส่วนตัว สรุปใจความสำคัญได้ว่าการบริหารความขัดแย้งด้วย ฮิกมะฮ์ (วิทยปัญญา) และมารยาทที่ดีงาม คือกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชาติอิสลามในระยะยาวครับ
.
สถานที่
มัสยิดดารุ้ลมุตตะกีน อ่อนนุช 53
วันที่บรรยาย
7 ชะอฺบาน 1437
วันที่บรรยาย
วันที่อัพ
ขนาดไฟล์
26.00 mb
ความยาว
113.00 นาที
มีวีดีโอ
ไม่มี
คลิ้กเพื่อรับฟัง/ดาวน์โหลด (คลิ้กขวา บันทึกเป็น.../Save as...)
รายละเอียด

เกณฑ์ 3 ประการที่ใช้จำแนกความเป็นมุสลิมตามหลักการของท่านนบีมีอะไรบ้าง ?

ตามหลักการของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ที่ปรากฏในบันทึกหะดีษของอิหม่ามบุคอรี ได้วางเกณฑ์ 3 ประการ เพื่อใช้จำแนกความเป็นมุสลิมในเชิงปฏิบัติและเพื่อการคุ้มครองสิทธิในฐานะสมาชิกของประชาชาติอิสลาม ดังนี้:

การละหมาดเหมือนเรา (ละหมาดตามแบบอย่างอิสลาม): หมายถึงการปฏิบัติละหมาดตามหลักการสำคัญหรือรุก่นใหญ่ ๆ เช่น การละหมาดครบ 5 เวลา โดยมีจำนวนร็อกอะฮ์ตามที่ศาสนากำหนด ทั้งนี้ไม่รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจมีความเห็นต่างกัน เช่น การกอดอก หรือการอ่านบิสมิลลาฮ์เสียงดัง ซึ่งไม่ใช่เกณฑ์ที่จะใช้ขับไล่ผู้อื่นออกจากศาสนา

การหันหน้าไปยังกิบลัตของเรา: คือการที่มุสลิมมีความเชื่อและตั้งใจหันหน้าไปยังกะอ์บะฮ์ (บัยตุลลอฮ์) ในขณะปฏิบัติละหมาด เกณฑ์นี้ใช้จำแนกมุสลิมออกจากกลุ่มที่มีลัทธิความเชื่ออื่นที่ตั้งใจหันหน้าไปยังสถานที่อื่น เช่น หลุมศพของคนศอและห์ หรือเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กิบลัตของอิสลาม

การกินสัตว์เชือดของเรา: หมายถึงการยอมรับและบริโภคสัตว์ที่เชือดตามหลักการศาสนา (เช่น การกล่าวนามของอัลลอฮ์) และในขณะเดียวกัน สัตว์ที่เขาเชือดมุสลิมคนอื่นก็สามารถกินได้เพราะปฏิบัติถูกต้องตามกติกาเดียวกัน

วัตถุประสงค์และข้อสังเกตเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูล:

เกณฑ์ทั้ง 3 ประการนี้คือการตรวจสอบจากพฤติกรรมภายนอกที่สามารถสำรวจได้ เพื่อให้มุสลิมมีวินัยในการมองและปฏิบัติต่อผู้อื่นในสังคม เนื่องจากเราไม่สามารถไปขุดคุ้ยสิ่งที่อยู่ในหัวใจของใครได้
ผู้ที่ปฏิบัติครบตามเกณฑ์นี้จะได้รับสิทธิและการคุ้มครองจากอัลลอฮ์และรอซูล มุสลิมคนอื่นจะละเมิดสิทธิ ทรยศ หรือทำร้ายเขาไม่ได้ และต้องปฏิบัติต่อกันด้วยมารยาทอิสลาม เช่น การรับสลาม
อย่างไรก็ตาม หากบุคคลนั้นปฏิบัติครบทั้ง 3 ข้อ แต่มีการประกาศจุดยืนที่ขัดต่อหลักศรัทธาอย่างชัดเจน (เช่น พูดออกมาว่าไม่เชื่อในคัมภีร์อัลกุรอาน) กรณีเช่นนี้แม้จะทำตามเกณฑ์ภายนอกก็ไม่ถือว่าเป็นมุสลิม
การใช้เกณฑ์ที่กว้างเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาความเป็นประชาชาติเดียวกัน (อุมมะฮ์) และลดความขัดแย้งในสังคม โดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่เหมือนกันมากกว่าจะใช้เรื่องปลีกย่อยมาแบ่งแยกกลุ่ม
--------
หากมีความเชื่อต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อย ยังถือว่าเป็นมุสลิมไหม ?

หากมีความเชื่อหรือการปฏิบัติที่แตกต่างกันเพียงในรายละเอียดเล็กน้อย ยังคงถือว่าเป็นมุสลิมอยู่ และยังคงสถานะความเป็น "อะหลุลกิบลัต" (ชาวกิบลัต) ที่ต้องได้รับสิทธิและการคุ้มครองตามหลักการอิสลาม โดยมีรายละเอียดและเหตุผลสนับสนุนจากแหล่งข้อมูลดังนี้ครับ:

ความแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยไม่ใช่เกณฑ์ตัดสิน: แหล่งข้อมูลระบุว่า ความแตกต่างในรายละเอียดของการละหมาด (เช่น การกอดอก หรือการอ่านบิสมิลลาฮ์เสียงดังหรือเบา) หรือความแตกต่างในเรื่องที่เป็น "ซุนนะฮ์" ไม่ควรถูกนำมาเป็นเหตุผลในการขับไล่ผู้อื่นออกจากศาสนา หรือทำให้ความเป็นประชาชาติเดียวกัน (อุมมะฮ์) ต้องแตกแยก,

แม้แต่ความเห็นต่างในเรื่องหลักศรัทธา (อะกีดะฮ์) บางประการ: แหล่งข้อมูลชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ในกลุ่มที่มีความเห็นต่างกันในเรื่องใหญ่อย่างคุณลักษณะของอัลลอฮ์ (เช่น ความขัดแย้งระหว่างแนวทางอัชอาอีเราะฮ์และซะลาฟียะฮ์) นักวิชาการที่น่าเชื่อถือตลอดประวัติศาสตร์ก็ยังถือว่าทั้งสองกลุ่มยังเป็นมุสลิมและเป็นส่วนหนึ่งของ "อะหลุซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์"

แบบอย่างจากเหล่าซอฮาบะฮ์: ในสมัยของท่านนบี เหล่าซอฮาบะฮ์เองก็เคยมีความเห็นต่างกันในเรื่องความเชื่อบางเรื่อง เช่น เรื่องที่ว่าท่านนบีเห็นอัลลอฮ์หรือไม่ในคืนมิอ์รอจ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งหรือแยกมัสยิดกัน,

วินัยในการมองผู้อื่น: การใช้คำว่า "อะหลุลกิบลัต" เป็นการสร้างวินัยให้มุสลิมมองคนที่เห็นต่างด้วยความเคารพ นักวิชาการเตือนว่าไม่ควรใช้คำรุนแรง เช่น "อะกีดะฮ์เน่า" หรือ "ใช้ไม่ได้" กับมุสลิมคนอื่น เพราะเท่ากับเป็นการไล่เขาออกจากศาสนา,

จุดที่จะถือว่าพ้นสภาพมุสลิม: จะถือว่าพ้นสภาพก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นปฏิเสธหลักการพื้นฐานที่ชัดเจน เช่น ประกาศว่าไม่เชื่อในคัมภีร์อัลกุรอาน หรือไม่ยอมรับคำปฏิญาณตน (กะลิมะฮ์) เท่านั้น,
สรุปคือ ตราบใดที่ยังรักษาหลักการใหญ่ 3 ประการ (ละหมาดเหมือนเรา, หันไปทางกิบลัตเดียวกัน, กินสัตว์เชือดเหมือนเรา) ความแตกต่างในรายละเอียดอื่น ๆ ไม่ได้ทำให้พ้นจากความเป็นมุสลิม

WCimage
อะฮฺลุลกิบละฮฺ