การละหมาดตะรอวีหฺในเดือนรอมฎอนเป็นญะมาอะฮฺ, นิยามของบิดอะฮฺ, บิดอะฮฺที่มีหลักการรองรับ, บิดอะฮฺหะซะนะฮฺ, การเพิ่มอะซานเอาวัลของละหมาดญุมุอะฮฺ(วันศุกร์), การรวบรวมอัลกุรอานในเล่มเดียว, และให้เผาอัลกุรอานเล่ม(มุศหัฟ)อื่นๆ ทั้งหมด, สาเหตุและมาตรการในการรวบรวมอัลกุรอาน, ซัยดฺ อิบนุซาบิต, กิรออาต(สำเนียงการอ่าน), การซิกรุลลอฮฺด้วยลูกตัสบีหฺ,
- ทบทวนเนื้อหาหะดีษทั้งหมด
وإيَّاكُم ومُحْدَثاتِ الأمور ، فإنَّ كُلَّ بِدعَةٍ ضَلالةٌ ))
แล้วพวกท่านจงระมัดระวังให้ห่างไกลจากสิ่งอุตริกรรม เพราะแท้จริงทุกอุตริกรรมนั้นเป็นการหลงผิด”
وخرج الإمام أحمد من رواية غضيف بن الحارث الثمالي قال : بعث إلي عبد الملك بن مروان ، فقال : إنا قد جمعنا الناس على أمرين : رفع الأيدي على المنابر يوم الجمعة ، والقصص بعد الصبح والعصر ، فقال : أما إنهما أمثل بدعتكم عندي ، ولست بمجيبكم إلى شيء منها ، لأن النبي صلى الله عليه وسلم ، قال : ما أحدث قوم بدعة إلا رفع مثلها من السنة فتمسك بسنة خير من إحداث بدعة .
- อับดุลมาลิก อิบนุมัรวาน (นักศึกษาหะดีษ ที่ภายหลังได้เป็นผู้ปกครอง และหลงไปจากทางที่ถูกต้องของอุละมาอฺ) ได้ส่งจดหมายถึงฆ่อฎีฟ (ตาบิอีน) บังคับให้ประชาชนปฏิบัติ 2 อย่าง คือ ค่อฏีบต้องยกมือขอดุอาอฺและให้มีบรรยายหลังศุบฮิและอัศริ
ฆ่อฎีฟกล่าวว่า สองอย่างนี่คือสุดยอดบิดอะฮฺที่พวกท่านบังคับให้เราปฏิบัติ
- "ไม่มีบิดอะฮฺใดที่ถูกอุตริขึ้น เว้นแต่ซุนนะฮฺอย่างหนึ่งจะหายไป" -- หะดีษฎ่ออีฟ ไม่ใช่คำพูดของท่านนบี แต่เป็นคำพูดของศ่อฮาบะฮฺและตาบิอีนหลายท่าน เพราะเป็นความจริงที่พบในสังคม
- ดุอาอฺตอนท้ายคุฏบะฮฺ ท่านนบีจะชี้นิ้ว ไม่ได้ยกมือ ยกเว้นครั้งเดียว
----------------------------
فقوله صلى الله عليه وسلم : كل بدعة ضلالة
"ทุกอุตริกรรมเป็นการหลงผิด"
----------------------------
فقوله صلى الله عليه وسلم : كل بدعة ضلالة من جوامع الكلم لا يخرج عنه شيء ، وهو أصل عظيم من أصول الدين ، وهو شبيه بقوله : من أحدث في أمرنا ما ليس منه فهو رد ، فكل من أحدث شيئا ، ونسبه إلى الدين ، ولم يكن له أصل من الدين يرجع إليه ، فهو ضلالة ، والدين بريء منه ، وسواء في ذلك مسائل الاعتقادات ، أو الأعمال ، أو الأقوال الظاهرة والباطنة .
อิบนุร่อจับ - ดังกล่าวนี้เป็นคำพูดที่รัดกุม ไม่มีข้อเยกเว้นเลย และเป็นรากฐานใหญ่ของอิสลาม มีลักษณะคล้ายคำพูดของท่านนบีที่ว่า "ผู้ใดก็ตามอุตรกิจการในศาสนา โดยที่มันไม่ได้อยู่ในศาสนา จะถูกปฏิเสธ"
وأما ما وقع في كلام السلف من استحسان بعض البدع ، فإنما ذلك في البدع اللغوية ، لا الشرعية ، فمن ذلك قول عمر رضي الله عنه لما جمع الناس في قيام رمضان على إمام واحد في المسجد ، وخرج ورآهم يصلون كذلك فقال : نعمت البدعة هذه . وروي عنه أنه قال : إن كانت هذه بدعة ، فنعمت البدعة . وروي عن أبي بن كعب ، قال له : إن هذا لم يكن ، فقال عمر : قد علمت ، ولكنه حسن ، ومراده أن هذا الفعل لم يكن على هذا الوجه قبل هذا الوقت ، ولكن له أصول من الشريعة يرجع إليها ، فمنها أن النبي صلى الله عليه وسلم كان يحث على قيام رمضان ، ويرغب فيه ، وكان الناس في زمنه يقومون في المسجد جماعات متفرقة ووحدانا ، وهو صلى الله عليه وسلم صلى بأصحابه في رمضان غير ليلة ، ثم امتنع من ذلك معللا بأنه خشي أن يكتب عليهم ، فيعجزوا عن القيام به ، وهذا قد أمن بعده صلى الله عليه وسلم ، وروي عنه أنه كان يقوم بأصحابه ليالي الأفراد في العشر الأواخر .
คำพูดของสะลัฟบางท่านที่บอกว่า "มีบิดอะฮฺหะซะนะฮฺ" หมายรวมว่า บิดอะฮฺทางด้านภาษา ไม่ใช่ด้านศาสนา
[ ص: 129 ] ومنها أنه صلى الله عليه وسلم أمر باتباع سنة خلفائه الراشدين ، وهذا قد صار من سنة خلفائه الراشدين ، فإن الناس اجتمعوا عليه في زمن عمر وعثمان وعلي .
ومن ذلك : أذان الجمعة الأول ، زاده عثمان لحاجة الناس إليه ، وأقره علي ، واستمر عمل المسلمين عليه ، وروي عن ابن عمر أنه قال : هو بدعة ، ولعله أراد ما أراد أبوه في قيام رمضان .
ومن ذلك جمع المصحف في كتاب واحد ، توقف فيه زيد بن ثابت وقال لأبي بكر وعمر : كيف تفعلان ما لم يفعله النبي صلى الله عليه وسلم ؟ ثم علم أنه مصلحة ، فوافق على جمعه ، وقد كان النبي صلى الله عليه وسلم يأمر بكتابة الوحي ، ولا فرق بين أن يكتب مفرقا أو مجموعا ، بل جمعه صار أصلح .
- Printer-friendly version
- Log in to post comments
- 76 views